banner52

มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ และ โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ปีที่ 2

ขอเชิญร่วมปลูกป่า ณ บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ระหว่างวันที่ 15-19 พฤศจิกายน 2552
โดย เดินทางไปร่วมปลูกป่า หรือร่วมบริจาคกล้าไม้ – เมล็ดพันธุ์ไม้ป่า

**สำหรับผู้ประสงค์จะร่วมงานเฉพาะวันปลูกป่า ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๒ หรือเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ กรุณาสอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่ คุณน้อย ๐๘๖ ๗๕๗ ๕๑๕๖

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์
14/370 ถ.พระราม 2 ซ.38 บางมด จอมทอง กทม. 10150

หรือ สถานปฏิบัติธรรม “สวนเมตตาธรรม”
หมู่ 5 บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
โทร 0-2840-1504,0-2840-1949 , 080-493-7997 ,086-757-5156

E-mail : mail@metta.or.th

สนับสนุนโครงการโดย เครือข่ายพุทธิกา และ สสส.

ด่วน! รับสมัครจำนวนจำกัด
(รับผู้เข้าร่วมอายุไม่เกิน 25 ปี และต้องอยู่ร่วมครบทั้งกระบวนการ)

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ต้องส่งใบสมัครกลับมาที่มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์
Fax 0-2800-1214 ภายในวันที่ 5 พ.ย.
และต้องผ่านการคัดเลือกจากมูลนิธิฯ แล้วเท่านั้น จึงจะเข้าร่วมโครงการได้

ดาวน์โหลดใบสมัคร และข้อมูล

รายละเอียดโครงการ

ใบสมัครเข้าร่วม

………………..

พระสุพจน์ สุวโจ (ด้วง ประเสริฐ)

เกิด วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2509
ที่ อ.กันตัง จ.ตรัง เป็นบุตรของ นาย กิตติ พัฒน์
และ นาง ดาวเรือง ด้วงประเสริฐ

มีพี่น้องอีกสามคน คือ
นายไพรัตน์ ด้วงประเสริฐ
นายโสภณ ด้วงประเสริฐ และ
นางสาวรัชดาภรณ์ ด้วงประเสริฐ

ในวัยเด็กมีผลการเรียนในระดับดีมาก
ขณะที่เรียนระดับมัธยมศึกษาอยู่ในห้องที่เก่งสุดทุกชั้นปี

เมื่อจบมัธยมปลาย จากโรงเรียนรัตนาธิเบศร์
ก็ศึกษาต่อในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ในระหว่างศึกษามีความสนใจการทำกิจกรรมหลายด้าน
อาทิ เป็นนักกีฬาบาสเกตบอลระดับตัวแทนโรงเรียน
เป็นสมาชิกชมรมพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท ตลอดจนมีบทบาทสำคัญ ในการจัดทำวารสาร
และหนังสือรุ่นของคณะสัตวแพทยศาสตร์ เป็นต้น

หลังจากจบการศึกษา และทำงานได้ระยะหนึ่ง
จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ในปี พ.ศ. 2535
โดยมีพระพรหมมังคลาจารย ์(หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุ 26 ปี จากนั้น
พระสุพจน์ ได้ไปศึกษาปฏิบัติธรรมในหลายที่
รวมทั้งได้เข้าร่วมการอบรมอานาปานสติ ที่สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี
ทำให้เกิดความสนใจ ที่จะอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์มานับแต่นั้น

อุปนิสัยโดยทั่วไปเ พระสุพจน์ป็นคนโอบอ้อมอารี เป็นมิตรกับผู้อื่นได้ง่าย
และด้วยพื้นฐานของความเป็นสัตว์แพทย์ จึงรักและเมตตาสัตว์
มักจะคอยช่วยเหลือสัตวที่ได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ
นับได้ว่าเป็นคนมีอัธยาศัยดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง
และมีท่าทีประนีประนอม ไม่ชอบมีเรื่องขัดแย้ง
มักยินดีให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ
ทั้ง ใน ด้านของวัตถุและคำปรึกษา

ผลงานบางส่วน

• รับผิดชอบด้านเอกสาร และงานบัญชีของวัดธารน้ำไหล(สวนโมกขพลาราม)
โดยรับผิดชอบงานด้านนี้ อย่างเต็มตัวในฐานะผู้ช่วยเจ้าอาวาส
(แต่งตั้งเป็นการภายใน)ในระยะเวลาต่อมา
• รับผิดชอบและดูแลงานห้องสมุดธรรมะของสวนโมกข์ (โมกขพลบรรณาลัย)
• เป็นวิทยากรในการฝึกอบรมธรรมะให้กับกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา
จากสถาบันการศึกษา ต่างๆ ที่สนใจ เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมในสวนโมกข์
• ช่วยงานของวัดในการอบรมอานาปานสติ และการจัดค่ายเยาวชน
• ริเริ่มและพัฒนาการฝึกอบรมโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
• ร่วมจัดตั้งกลุ่มพุทธทาสศึกษา เพื่อศึกษา และเผยแพร่ผลงานของท่าน
อาจารย์พุทธทาสอย่างเป็นระบบ
• จัดทำเอกสารและเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมประยุกต์ธรรม
เพื่อการแก้ไขปัญหาทางสังคม
• ร่วมเตรียมการและจัดกิจกรรม ในโครงการธรรมยาตราเพื่อฟื้นฟูทะเล
สาบสงขลาอย่างต่อเนื่องตั้ง แต่ ปี พ.ศ. 2538 – 2548
• รว่มฟื้นฟูหนังสือพิมพ์ “พุทธสาสนา” เพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่คนร่วมสมัย
• ออกแบบและจัดรูปเล่มหนังสือธรรมะของท่านอาจารย์พุทธทาส ให้
สวยงามอย่างสมสมัยมากกว่า 100 ปก
• ร่วมจัดกิจกรรมที่เน้นประเด็นทางสังคม โดยประสานงานกับกลุ่มต่างๆ
ทั้งใน และนอกสวนโมกข์
• ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเสขิยธรรม, เครือข่ายพุทธิกา และองค์กรระหว่าง
ศาสนาต่าง ๆ ตลอดจนเครือข่ายองค์กรชาวบ้านระดับรากหญ้าในหลายพื้นที่
• อนุรักษ์ผืนสุดท้ายของตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
• จัดทำเว็บไซต์ www.buddhadasa.org, www.kruamas.org, www.skyd.org, และ www.khonnaruk.com
• รับตำแหน่งรองประธานกรรมการมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ กระทั่งถูกสังหารถึงแก่

มรณภาพ เมื่อ 17 มิถุนายน 2548 สันนิษฐานว่า
เกิดจากความขัดแย้งของฝ่ายตรงกันข้าม เกี่ยวกับบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคม
และผลงานการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

……………….

ข้อสังเกตบางประการ
เกี่ยวกับความไม่คืบหน้า คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

พระสุพจน์ สุวโจ ถูกสังหารด้วยของมีคม สันนิษฐานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติวิทยาศาตร์ว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ จนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณลำคอ ใบหน้า ศีรษะ ไหล่ แขน และมือ กว่า ๒๐ แผล ห่างจากกุฎิที่พักกว่า ๓๐๐ เมตร เมื่อพลบค่ำของวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๘ เวลาเสียชีวิตสันนิษฐานโดยแพทย์จาก โรงพยาบาลประจำอำเภอฝาง ว่ามรณภาพมาแล้วประมาณ -๑๘ ชั่วโมง ก่อนพบศพ(เมื่อเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ )สาเหตุการเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมาก จากการทำร้ายร่างกายจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวน

1. การฆ่า และอาวุธ

- ฆ่าด้วยมีด ข้างกอไผ่ ริมถนนระหว่างหมู่บ้าน ซึ่งพบเห็นได้โดยง่าย เพื่อให้เข้าใจว่าเกิดจากเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างพระสุพจน์กับชาวบ้านที่มาตัดไม้ เป็นเหตุที่เกิดซึ่งหน้าโดยบันดาลโทสะ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่เส้นทางที่พระสุพจน์เดินผ่านตามปกติ และระยะทางระหว่างจุดสังหารกับที่พัก ก็ห่างไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงการตัดไม้ไผ่ (ที่เป็นข้อสันนิษฐานของตำรวจ) ไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ และโดยอุปนิสัย พระสุพจน์มิใช่คนก้าวร้าว ถึงขนาดจะทะเลาะวิวาทกับผู้คนโดยง่าย แผนการนี้ทำให้ผู้คุ้นเคยกับพระสุพจน์เชื่อว่ามีเงื่อนงำ และน่าจะเป็นการบงการให้ฆ่า

- ก่อนการฆ่า วัน มีตำรวจนอกเครื่องแบบและบุคคลในแวดวงค้ายาเสพติดเข้ามาข่มขู่พระสุพจน์ในบริเวณสถานปฎิบัติธรรม และในวันถูกฆ่า มีการชักชวนให้คนงานในสถานปฏิบัติธรรมทิ้งงานในหน้าที่ออกไปร่วมดื่มเหล้า ทั้งที่ยังเป็นเวลาทำงาน กระทั่งในสถานปฏิบัติธรรมมีพระสุพจน์อยู่เพียงรูปเดียว

- เมื่อมีการพบศพ และแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับพบว่านายตำรวจระดับสูงบางนาย ได้เข้ามาในบริเวณสถานปฏิบัติธรรมแล้ว ก่อนหน้าจะมีการแจ้งเหตุ ทั้งยังทราบจากชาวบ้านด้วยว่าตำรวจนายนั้นกับคนใกล้ชิด ลอบเข้าไปในบริเวณใกล้เคียงกับกุฏิสงฆมา์แล้วหลายครั้ง โดยอ้างว่ามาตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล(ในขณะนั้น) และในวันเดียวกับที่พระสุพจน์ถูกสังหาร นายตำรวจระดับพ...นายหนึ่ง ได้โทรศัพท์มาสอบถามกับเพื่อนภิกษุของพระสุพจน์ ว่าขณะนี้พระสุพจน์อยู่ที่ใด และอยู่กับใคร

2. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

- ตำรวจท้องที่สรุปคดีโดยเร็วอย่างผิดปกติวิสัย ว่าเกิดจากเหตุทะเลาะวิวาท ทั้งที่ไม่มีประจักษ์พยานหรือหลักฐานใดๆ ในที่เกิดเหตุบ่งชี้ โดยมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แต่ต่อมาเมื่อสื่อมวลชนรายงานความไม่ชอบมาพากล ก็ต้องปล่อยตัวไป เพราะไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ ในทางคดี

- ไม่มีการปิดกั้นเพื่อรักษาที่เกิดเหตุ การตรวจสอบ และเก็บหลักฐาน ตลอดจนวัตถุพยานเป็นไปด้วยความบกพร่อง สะเพร่าและหละหลวม ไม่มีความพยายามที่จะตรวจสอบ ว่ามีการล่อลวงพระสุพจน์มาจากกุฎิ เพื่อสังหารในสถานที่เกิดเหตุ ด้วยเจตนาแอบแฝงใดๆ หรือไม่ ไม่มีการตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมของคนร้าย ที่อาจพบในบาดแผลป้องกันตัวของผู้ตาย นอกจากนั้น ยังปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เข้าไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานและวัตถุพยานโดยไม่จำเป็น ทั้งที่กุฎิที่พัก และที่บริเวณพบศพ

- มีความพยายามให้ผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ เช่น พระร่วมสำนัก หรือญาติ และเพื่อนร่วมงาน กล่าวโทษ หรือระบุบุคคลต้องสงสัย ด้วยลักษณะความผิดอื่นๆ เพื่อจะจับกุมไปสอบปากคำในคดีนี้ เมื่อญาติและผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีท่าทีไม่พอใจ และกล่าวว่านั่นจะเป็นเหตุให้คดีไม่คืบหน้า

- ไม่รับฟังข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคดี ที่ญาติ และหลายฝ่าย เชื่อว่าเหตุร้ายอาจเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการเมือง จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มกิจกรรม ซึ่งพระสุพจน์ร่วมงานอยู่ด้วย อันเชื่อมโยงอยู่กับความพยายามยึดครองที่ดินของสถานปฏิบัติธรรม ของญาติ และบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองระดับชาติพื้นที่อำเภอฝาง(ในขณะนั้น)

- มีนายตำรวจระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรฝาง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ วิจารณ์และกล่าวร้าย เกี่ยวกับผู้ตายหลายครั้ง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้รับผิดชอบมีอคติต่อผู้ตาย หรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารพระสุพจน์เสียเอง ทั้งโดยตรง หรือโดยผ่านคนใกล้ชิด เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองซึ่งได้กล่าวแล้ว ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้

- เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีนี้ ปฏิเสธการ่สอบปากคำญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ แม้จะมีการร้องขอหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งบุคคลเหล่านั้นแจ้งข้อสังเกตนี้กับสื่อมวลชน จึงมีการจัดทำคำให้การมาให้ผู้เกี่ยวข้องลงชื่อ โดยมิได้ทำการสอบปากคำแต่อย่างใด ซึ่งน่าจะมิใช่วิธีปฏิบัติตามปกติ

- ในการให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ให้ข้อมูลที่มีความขัดแย้งและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหลายครั้ง กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกต ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายอาจมีส่วนพัวพันกับการกระทำผิดในคดีนี้เสียเอง

- เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรฝาง(ในขณะนั้น) บางนายแสดงเจตนาชัดเจน ว่าไม่ประสงค์จะรับผิดชอบในคดีนี้ ขณะที่ผู้กำกับฯ กล่าวกับพระร่วมสำนักของพระสุพจน์ว่า หากช่วยให้ย้ายตนออกจากพื้นที่เสียได้ ก็จะเป็นการดี ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงความอึดอัด หรือเกิดความกดดันบางประการ ในการปฏิบัติหน้าที่

3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กับคดีพระสุพจน์

- หลังจากนางอังคณา นีละไพจิตร แถลงต่อที่ประชุมด้านสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คณะกรรมการคดีพิเศษในขณะนั้น ก็รับคดีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร และคดีสังหารพระสุพจน์ สุวโจ เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ แม้ว่าก่อนหน้านั้นไม่นานอธิบดีของกรมนั้น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า “คดีพระสุพจน์” ไม่เข้าองค์ประกอบของคดีอาญาพิเศษ ก็ตาม

- ระหว่างที่คดีพระสุพจน์ฯ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ...ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี(ในขณะนั้น)ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้หลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งกล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณพบประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ ว่า..คดีมีความคืบหน้า ใกล้จะสามารถจับกุมผู้กระทำผิด และได้ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ฯลฯ แต่ในข้อเท็จจริง กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยคณะทำงานชุดแรก เพิ่งเริ่มต้นสอบสวนสืบสวนไปได้ไม่นานนัก และไม่สามารถระบุความคืบหน้าใดๆ แก่ญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ฯ ได้

- กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปลี่ยนคณะทำงานฯ ในคดีพระสุพจน์ฯ หลายครั้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง สังเกตได้จากผู้รับผิดชอบชุดใหม่ หรือคนใหม่ มักมีการสอบปากคำในประเด็นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อพยานยืนยันขอให้ใช้คำให้การเดิม หรือขอดูคำให้การเดิม ก็ไม่ยินยอม กระทั่งคณะทำงานล่าสุด ในความรับผิดชอบของอดีตอธิบดี นายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้รับผิดชอบบางท่านระบุชัดเจน ว่าไม่สามารถตรวจสอบคำให้การบางประเด็นได้ เนื่องจากค้นไม่พบบันทึกการสอบปากคำของพยานสำคัญบางปาก

- หลังจากคดีพระสุพจน์ฯ ครบรอบ ปี มีการเสนอให้พิจารณาประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยประเมินจากผลการดำเนินงาน ทั้งในแง่ความสำเร็จของการสืบสวนสอบสวนคดีต่างๆ ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารงานภายในหน่วยงาน ว่ามีเพียงพอต่อการรับผิดชอบในภารกิจต่างๆ หรือไม่ กระทั่งต่อมา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในและต่างประเทศ เสนอให้ยุบ หรือปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ในหน่วยงานแห่งนี้ แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผู้รับผิดชอบในคดีพระสุพจน์ฯ ก็มีปฏิกิริยาอันไม่เป็นมิตรกับญาติและผู้เกี่ยวข้อง ดังพยานบางปากถูกสอบสวนในลักษณะข่มขู่คุกคาม มีความพยายามให้ข่าวอันมีนัยว่า พระสุพจน์ สุวโจ มีความบกพร่องในด้านธรรมวินัย ตลอดจนกล่าวหาว่าการสังหารพระสุพจน์เกี่ยวพันกับเรื่องชู้สาว ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐาน หรือมูลความจริงใดๆ สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด นอกจากนั้น ยังมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นของคดีนี้ ออกไปนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่พยานต่างๆ ให้การ โดยปราศจากหลักฐานรองรับ จนในที่สุด พยานต้องร้องขอความเป็นธรรม ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนต่อมา เมื่อเกิดรัฐประหาร ก็ได้มีการโยกย้าย และปรับเปลี่ยนภายในหน่วยงานนั้นในหลายฝ่าย สอดคล้องกับข้อสังเกตที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเคยให้ไว้

- กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงต่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนบางแขนงหลายครั้ง ว่า “มีคดีอื่นๆ ที่เร่งด่วนและสำคัญกว่า จึงทำให้คดีพระสุพจน์ต้องล่าช้าออกไป” เมื่อตรวจสอบ จึงพบว่า คดีที่เร่งดำเนินการ มักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง หรือได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจ ให้ดำเนินการกับคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นคดีที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับคดีที่รับผิดชอบโดยเท่าเทียมกัน อันน่าจะเป็นวิธีปฏิบัติต่อผู้เสียหายอย่างเสมอหน้า

- การรวบรวมหลักฐานและวัตถุพยาน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังบกพร่องและหละหลวมไม่แตกต่างจากตำรวจท้องที่ นอกจากนั้น ยังมีการขอรับหลักฐานสำคัญบางประการไปจากผู้เกี่ยวข้อง โดยปราศจากบันทึกอย่างเป็นทางการ หรือมีหนังสือราชการใดๆ รองรับ ดังเช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรว์ ขนาด ๘๐ GB จำนวน ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งบันทึกผลงานของพระสุพจน์ และข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี ที่อาจระบุเวลาเกิดเหตุ ตลอดจนสาเหตุที่ทำให้ต้องสังหารพระสุพจน์ ถึงขณะนี้ก็ยังอยู่ในความครอบครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิชอบ อย่างปราศจากความรับผิดต่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง ว่าเจ้าหน้าที่คนใด ฝ่ายใด ของหน่วยงานแห่งนั้น ได้เป็นผู้นำไปเก็บไว้

- ถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วม ปีแล้ว ที่พระสุพจน์ สุวโจ ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะระบุตัวผู้ต้องสงสัย หรือสาเหตุแท้จริงของการฆาตกรรมอย่างอุกอาจสะเทือนขวัญในครั้งนั้นได้ มิพักจะกล่าวถึงการสืบสาวไปถึงตัวผู้บงการ หรือผู้สมรู้ร่วมคิดใดๆ

4. การคุ้มครองพยาน

- ดังที่ทราบกันดีว่าคดีนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลและอำนาจมืด ซึ่งลงมือสังหารพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอย่างอุกอาจและทารุณโหดร้ายยิ่ง กระทั่งสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน กระทรวงยุติธรรม ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีความเห็นว่า สมควรให้การคุ้มครองพยานสำคัญ คือ พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ และ พระมหาเชิดชัย กฺวิว๋โส พระร่วมสำนักฯ กับพระสุพจน์ สุวโจ ผู้มรณภาพ โดยได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนจาก กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน นายมาให้การคุ้มครองพยานดังกล่าว แต่ต่อมา โดยสถานการณ์ทางการเมือง และความบกพร่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีการถอนกำลังเจ้าหน้าที่กลับไปต้นสังกัดเดิมหลายต่อหลายครั้ง ต่อเมื่อมีการร้องขอเป็นกรณีพิเศษจากผู้เกี่ยวข้อง จึงมีการลดจำนวนเจ้าหน้าที่คุ้มครองพยานลง กระทั่งยกเลิกการคุ้มครองพยานไปในที่สุด ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐

- แม้ว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ให้การคุ้มครองพยานทั้ง ท่าน นับตั้งแต่วันที่ ตุลาคม ๒๕๕๐ แล้วก็ตาม แต่ยังปรากฏหลักฐานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่ามีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงคุ้มครองพยานมาอย่างต่อเนื่อง ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ทั้งยังมีความพยายามให้พยานลงชื่อรับรองอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าหน้าที่บางคนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์อันมิควรได้ ต่อเมื่อพยานทักท้วง และส่งหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีความพยายามรื้อฟื้นการคุ้มครองพยานขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ถึงบัดนี้(พฤษภาคม ๒๕๕๑) ก็ยังไม่มีการคุ้มครองพยานอย่างที่ควรจะเป็นแต่อย่างใด ทั้งที่ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน เช่น การเข้ามายิงปืนในบริเวณสถานปฏิบัติธรรม การส่งคนเข้ามาในบริเวณสถานปฏิบัติธรรมและแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร หรือกรณีมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ ติดตามและพยายามขับชน รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่ใช้งานในมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ (ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม)

- ชะตากรรมของผู้เกี่ยวข้อง ปัจจุบันพยานอย่างน้อย คน ในคดีสังหารพระสุพจน์ ต่างตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวและวิตกกังวล พระภิกษุทั้ง รูป ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตร หรือประกอบศาสนกิจตามปกติได้ หลังจากการข่มขู่คุกคามหลายครั้ง

นางคำ เหล้าหวาน พยานผู้พบศพพระสุพจน์ ถูกจับกุมดำเนินคดีว่าประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านพักของตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่พระสุพจน์ถูกสังหารไม่นานนัก ทั้งที่ไม่มีหลักฐานว่านางคำเป็นผู้ก่อเหตุ และเชื่อกันว่าเป็นการวางเพลิงเพื่อข่มขู่นางคำ หรือเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง

ปัจจุบันนางคำ เหล้าหวาน ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนนายพงศ์ โถแก้ว ผู้พบเห็นการข่มขู่คุกคามพระสุพจน์ ก่อนจะถูกฆ่า วัน ถูกรถยนต์ที่ขับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดสถานีตำรวจภูธรฝาง เฉี่ยวชนจนบาดเจ็บสาหัส แต่มีความพยายามสรุปคดี ว่านายพงศ์ขับรถโดยประมาทเสียเอง ทั้งนี้ยังไม่นับชาวบ้าน ที่เคยถูกสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหวาดกลัว และวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จนต้องโยกย้ายออกจากพื้นที่บ้านห้วยงูใน ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ไป

แม้คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ จะครบรอบ ปี ในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่ดูเหมือนกับว่ากลไกอันบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมไทย ยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมใดๆ ให้เกิดขึ้นได้

การมรณภาพอย่างทุกข์ทรมาณ ของพระภิกษุผู้มีศีล และวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใส ตลอดจนมีผลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จากการทำร้ายอันเหี้ยมโหด
กลับไม่ได้รับความสนใจ หรือใส่ใจใดๆ จากภาครัฐ
หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หรือว่านี่เป็นอีกชะตากรรมหนึ่ง ของผู้ที่เคยวิจารณ์และทักท้วงความสามานย์ของอำนาจรัฐ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับนายเจริญ วัดอักษร หรือทนายสมชาย นีละไพจิตร มาแล้ว?

…………………

กำหนดการ

งานครบรอบ ๓ ปี การสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

๑๕-๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

ณ สถานปฏิบัติธรรม “สวนเมตตาธรรม”
๓๑๓ หมู่ ๕ บ้านห้วยงูใน ตำบลสันทราย
อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

โทร.๐๘๖ ๗๕๗ ๕๑๕๖
อีเมล์ mail@metta.or.th

 

๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๑

๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ลงทะเบียน

๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.
บรรยายสรุปความเป็นมา,
นำชมกุฏิพระสุพจน์ สุวโจ และที่เกิดเหตุ

โดย พระมหาเชิดชัย กฺวิวํโส

๑๙.๐๐ – ๒๑.๐๐ น.
ชมสารคดีเบื้องหลังและบทวิเคราะห์
กรณีการสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ
ผลงานถ่ายทำของเนชั่นทีวี 

๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

๐๙.๐๐ – ๑๑.๓๐ น.
สรุปความไม่คืบหน้า คดีสังหารพระสุพจน์ สุวโจ

โดย พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ

๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ น.
สรุปสถานการณ์การใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน
โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)

๑๓.๔๕ – ๑๖.๐๐ น.
เสวนา “สิทธิชาวบ้านกับการเข้าถึงความยุติธรรม”

นำการเสวนาโดย
คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย, คุณรสนา โตสิตระกูล,
คุณอังคณา นีละไพจิตร, น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ,
คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,คุณถาวร เสนเนียม,
พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์, พ.อ.ปิยวัฒก์ กิ่งเกตุ,
คุณไพโรจน์ พลเพชร, คุณแสงชัย รัตนเสรีวงศ์,
พระครูพิพิธสุตาทร และพระอธิการเอนก จนฺทปญฺโญ

ดำเนินรายการโดย คุณสุริยันต์ ทองหนูเอียด

๑๙.๐๐ – ๒๑.๐๐ น.
การแสดงท้องถิ่น
โดย เพื่อนชาวดาระอั้ง และปกากะญอ

 

๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑

๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น.
ร่วมภาวนาเพื่อ พระสุพจน์ สุวโจ

๐๘.๔๕ – ๐๙.๔๕ น.
พิธีกรรมแบบล้านนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ผู้จากไป

๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น.
ปาฐกถาธรรม
“ก้าวข้ามความโกรธ รื้อถอนความรุนแรง”

โดย พระไพศาล วิสาโล

๑๑.๑๕ – ๑๑.๓๐ น.
ถวายผ้าป่าสามัคคี
เพื่อกองทุนจัดตั้งมูลนิธิพระสุพจน์ สุวโจ

 

หมายเหตุ

- อาหารและภัตตาหาร เช้า-เพล/เที่ยง
เวลา ๐๗.๐๐ น. และ ๑๑.๓๐ น.

- อาหารเย็น(ฆราวาส)
และน้ำปานะ(สำหรับภิกษุสามเณรและแม่ชี)
เวลา ๑๗.๓๐ น.

 

-  ผู้มาร่วมงาน
ที่ประสงค์จะพักค้างคืนในสวนเมตตาธรรม

ควรเตรียมกลดเต็นท์ หรือถุงนอน
และเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็นมาเอง

-  เนื่องจากระยะเวลาจัดงานเป็นช่วงฤดูฝน
กิจกรรมกลางแจ้งอาจปรับเปลี่ยนเวลาตามความเหมาะสม

ร่วมจัดโดย : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน
คณะทำงานปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
สมัชชาคนจน กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก เครือข่ายพุทธิกา
เครือข่ายพระนักพัฒนาภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 

และกลุ่มพุทธทาสศึกษา – มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
คุณอาภาวดี งามขำ 086 757 5156,
e-mail : mail@metta.or.th,

website : http://www.metta.or.th/
และ http://www.kittisak.org