……………….
ข้อสังเกตบางประการ
เกี่ยวกับความไม่คืบหน้า คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ
พระสุพจน์ สุวโจ ถูกสังหารด้วยของมีคม สันนิษฐานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติวิทยาศาตร์ว่าเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ จนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณลำคอ ใบหน้า ศีรษะ ไหล่ แขน และมือ กว่า ๒๐ แผล ห่างจากกุฎิที่พักกว่า ๓๐๐ เมตร เมื่อพลบค่ำของวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๘ เวลาเสียชีวิตสันนิษฐานโดยแพทย์จาก โรงพยาบาลประจำอำเภอฝาง ว่ามรณภาพมาแล้วประมาณ ๖-๑๘ ชั่วโมง ก่อนพบศพ(เมื่อเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๘ )สาเหตุการเสียชีวิตเพราะเสียเลือดมาก จากการทำร้ายร่างกายจนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ โดยคนร้ายไม่ทราบจำนวน
1. การฆ่า และอาวุธ
- ฆ่าด้วยมีด ข้างกอไผ่ ริมถนนระหว่างหมู่บ้าน ซึ่งพบเห็นได้โดยง่าย เพื่อให้เข้าใจว่าเกิดจากเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่างพระสุพจน์กับชาวบ้านที่มาตัดไม้ เป็นเหตุที่เกิดซึ่งหน้าโดยบันดาลโทสะ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่เส้นทางที่พระสุพจน์เดินผ่านตามปกติ และระยะทางระหว่างจุดสังหารกับที่พัก ก็ห่างไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงการตัดไม้ไผ่ (ที่เป็นข้อสันนิษฐานของตำรวจ) ไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ และโดยอุปนิสัย พระสุพจน์มิใช่คนก้าวร้าว ถึงขนาดจะทะเลาะวิวาทกับผู้คนโดยง่าย แผนการนี้ทำให้ผู้คุ้นเคยกับพระสุพจน์เชื่อว่ามีเงื่อนงำ และน่าจะเป็นการบงการให้ฆ่า
- ก่อนการฆ่า ๒ วัน มีตำรวจนอกเครื่องแบบและบุคคลในแวดวงค้ายาเสพติดเข้ามาข่มขู่พระสุพจน์ในบริเวณสถานปฎิบัติธรรม และในวันถูกฆ่า มีการชักชวนให้คนงานในสถานปฏิบัติธรรมทิ้งงานในหน้าที่ออกไปร่วมดื่มเหล้า ทั้งที่ยังเป็นเวลาทำงาน กระทั่งในสถานปฏิบัติธรรมมีพระสุพจน์อยู่เพียงรูปเดียว
- เมื่อมีการพบศพ และแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับพบว่านายตำรวจระดับสูงบางนาย ได้เข้ามาในบริเวณสถานปฏิบัติธรรมแล้ว ก่อนหน้าจะมีการแจ้งเหตุ ทั้งยังทราบจากชาวบ้านด้วยว่าตำรวจนายนั้นกับคนใกล้ชิด ลอบเข้าไปในบริเวณใกล้เคียงกับกุฏิสงฆมา์แล้วหลายครั้ง โดยอ้างว่ามาตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล(ในขณะนั้น) และในวันเดียวกับที่พระสุพจน์ถูกสังหาร นายตำรวจระดับพ.ต.ท.นายหนึ่ง ได้โทรศัพท์มาสอบถามกับเพื่อนภิกษุของพระสุพจน์ ว่าขณะนี้พระสุพจน์อยู่ที่ใด และอยู่กับใคร
2. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- ตำรวจท้องที่สรุปคดีโดยเร็วอย่างผิดปกติวิสัย ว่าเกิดจากเหตุทะเลาะวิวาท ทั้งที่ไม่มีประจักษ์พยานหรือหลักฐานใดๆ ในที่เกิดเหตุบ่งชี้ โดยมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ แต่ต่อมาเมื่อสื่อมวลชนรายงานความไม่ชอบมาพากล ก็ต้องปล่อยตัวไป เพราะไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ ในทางคดี
- ไม่มีการปิดกั้นเพื่อรักษาที่เกิดเหตุ การตรวจสอบ และเก็บหลักฐาน ตลอดจนวัตถุพยานเป็นไปด้วยความบกพร่อง สะเพร่าและหละหลวม ไม่มีความพยายามที่จะตรวจสอบ ว่ามีการล่อลวงพระสุพจน์มาจากกุฎิ เพื่อสังหารในสถานที่เกิดเหตุ ด้วยเจตนาแอบแฝงใดๆ หรือไม่ ไม่มีการตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมของคนร้าย ที่อาจพบในบาดแผลป้องกันตัวของผู้ตาย นอกจากนั้น ยังปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เข้าไปยุ่งเหยิงกับหลักฐานและวัตถุพยานโดยไม่จำเป็น ทั้งที่กุฎิที่พัก และที่บริเวณพบศพ
- มีความพยายามให้ผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ เช่น พระร่วมสำนัก หรือญาติ และเพื่อนร่วมงาน กล่าวโทษ หรือระบุบุคคลต้องสงสัย ด้วยลักษณะความผิดอื่นๆ เพื่อจะจับกุมไปสอบปากคำในคดีนี้ เมื่อญาติและผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีท่าทีไม่พอใจ และกล่าวว่านั่นจะเป็นเหตุให้คดีไม่คืบหน้า
- ไม่รับฟังข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคดี ที่ญาติ และหลายฝ่าย เชื่อว่าเหตุร้ายอาจเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการเมือง จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มกิจกรรม ซึ่งพระสุพจน์ร่วมงานอยู่ด้วย อันเชื่อมโยงอยู่กับความพยายามยึดครองที่ดินของสถานปฏิบัติธรรม ของญาติ และบุคคลใกล้ชิดนักการเมืองระดับชาติพื้นที่อำเภอฝาง(ในขณะนั้น)
- มีนายตำรวจระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรฝาง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ วิจารณ์และกล่าวร้าย เกี่ยวกับผู้ตายหลายครั้ง ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้รับผิดชอบมีอคติต่อผู้ตาย หรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารพระสุพจน์เสียเอง ทั้งโดยตรง หรือโดยผ่านคนใกล้ชิด เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองซึ่งได้กล่าวแล้ว ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้
- เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีนี้ ปฏิเสธการ่สอบปากคำญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ แม้จะมีการร้องขอหลายต่อหลายครั้ง กระทั่งบุคคลเหล่านั้นแจ้งข้อสังเกตนี้กับสื่อมวลชน จึงมีการจัดทำคำให้การมาให้ผู้เกี่ยวข้องลงชื่อ โดยมิได้ทำการสอบปากคำแต่อย่างใด ซึ่งน่าจะมิใช่วิธีปฏิบัติตามปกติ
- ในการให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ให้ข้อมูลที่มีความขัดแย้งและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหลายครั้ง กระทั่งสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกต ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายอาจมีส่วนพัวพันกับการกระทำผิดในคดีนี้เสียเอง
- เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของสถานีตำรวจภูธรฝาง(ในขณะนั้น) บางนายแสดงเจตนาชัดเจน ว่าไม่ประสงค์จะรับผิดชอบในคดีนี้ ขณะที่ผู้กำกับฯ กล่าวกับพระร่วมสำนักของพระสุพจน์ว่า หากช่วยให้ย้ายตนออกจากพื้นที่เสียได้ ก็จะเป็นการดี ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงความอึดอัด หรือเกิดความกดดันบางประการ ในการปฏิบัติหน้าที่
3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กับคดีพระสุพจน์
- หลังจากนางอังคณา นีละไพจิตร แถลงต่อที่ประชุมด้านสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คณะกรรมการคดีพิเศษในขณะนั้น ก็รับคดีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร และคดีสังหารพระสุพจน์ สุวโจ เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ แม้ว่าก่อนหน้านั้นไม่นานอธิบดีของกรมนั้น ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า “คดีพระสุพจน์” ไม่เข้าองค์ประกอบของคดีอาญาพิเศษ ก็ตาม
- ระหว่างที่คดีพระสุพจน์ฯ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี(ในขณะนั้น)ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีนี้หลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งกล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณพบประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันเสาร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ ว่า..คดีมีความคืบหน้า ใกล้จะสามารถจับกุมผู้กระทำผิด และได้ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ฯลฯ แต่ในข้อเท็จจริง กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยคณะทำงานชุดแรก เพิ่งเริ่มต้นสอบสวนสืบสวนไปได้ไม่นานนัก และไม่สามารถระบุความคืบหน้าใดๆ แก่ญาติและผู้เกี่ยวข้องกับพระสุพจน์ฯ ได้
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปลี่ยนคณะทำงานฯ ในคดีพระสุพจน์ฯ หลายครั้ง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง สังเกตได้จากผู้รับผิดชอบชุดใหม่ หรือคนใหม่ มักมีการสอบปากคำในประเด็นเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อพยานยืนยันขอให้ใช้คำให้การเดิม หรือขอดูคำให้การเดิม ก็ไม่ยินยอม กระทั่งคณะทำงานล่าสุด ในความรับผิดชอบของอดีตอธิบดี นายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้รับผิดชอบบางท่านระบุชัดเจน ว่าไม่สามารถตรวจสอบคำให้การบางประเด็นได้ เนื่องจากค้นไม่พบบันทึกการสอบปากคำของพยานสำคัญบางปาก
- หลังจากคดีพระสุพจน์ฯ ครบรอบ ๑ ปี มีการเสนอให้พิจารณาประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยประเมินจากผลการดำเนินงาน ทั้งในแง่ความสำเร็จของการสืบสวนสอบสวนคดีต่างๆ ตลอดจนประสิทธิภาพในการบริหารงานภายในหน่วยงาน ว่ามีเพียงพอต่อการรับผิดชอบในภารกิจต่างๆ หรือไม่ กระทั่งต่อมา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในและต่างประเทศ เสนอให้ยุบ หรือปฏิรูปอย่างขนานใหญ่ในหน่วยงานแห่งนี้ แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ผู้รับผิดชอบในคดีพระสุพจน์ฯ ก็มีปฏิกิริยาอันไม่เป็นมิตรกับญาติและผู้เกี่ยวข้อง ดังพยานบางปากถูกสอบสวนในลักษณะข่มขู่คุกคาม มีความพยายามให้ข่าวอันมีนัยว่า พระสุพจน์ สุวโจ มีความบกพร่องในด้านธรรมวินัย ตลอดจนกล่าวหาว่าการสังหารพระสุพจน์เกี่ยวพันกับเรื่องชู้สาว ทั้งที่ไม่มีพยานหลักฐาน หรือมูลความจริงใดๆ สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด นอกจากนั้น ยังมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นของคดีนี้ ออกไปนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่พยานต่างๆ ให้การ โดยปราศจากหลักฐานรองรับ จนในที่สุด พยานต้องร้องขอความเป็นธรรม ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนต่อมา เมื่อเกิดรัฐประหาร ก็ได้มีการโยกย้าย และปรับเปลี่ยนภายในหน่วยงานนั้นในหลายฝ่าย สอดคล้องกับข้อสังเกตที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเคยให้ไว้
- กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงต่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนสื่อมวลชนบางแขนงหลายครั้ง ว่า “มีคดีอื่นๆ ที่เร่งด่วนและสำคัญกว่า จึงทำให้คดีพระสุพจน์ต้องล่าช้าออกไป” เมื่อตรวจสอบ จึงพบว่า คดีที่เร่งดำเนินการ มักเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง หรือได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจ ให้ดำเนินการกับคู่ต่อสู้ทางการเมือง หรือเป็นคดีที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับคดีที่รับผิดชอบโดยเท่าเทียมกัน อันน่าจะเป็นวิธีปฏิบัติต่อผู้เสียหายอย่างเสมอหน้า
- การรวบรวมหลักฐานและวัตถุพยาน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังบกพร่องและหละหลวมไม่แตกต่างจากตำรวจท้องที่ นอกจากนั้น ยังมีการขอรับหลักฐานสำคัญบางประการไปจากผู้เกี่ยวข้อง โดยปราศจากบันทึกอย่างเป็นทางการ หรือมีหนังสือราชการใดๆ รองรับ ดังเช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรว์ ขนาด ๘๐ GB จำนวน ๒ ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งบันทึกผลงานของพระสุพจน์ และข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี ที่อาจระบุเวลาเกิดเหตุ ตลอดจนสาเหตุที่ทำให้ต้องสังหารพระสุพจน์ ถึงขณะนี้ก็ยังอยู่ในความครอบครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิชอบ อย่างปราศจากความรับผิดต่อญาติและผู้เกี่ยวข้อง ว่าเจ้าหน้าที่คนใด ฝ่ายใด ของหน่วยงานแห่งนั้น ได้เป็นผู้นำไปเก็บไว้
- ถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วม ๓ ปีแล้ว ที่พระสุพจน์ สุวโจ ถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังไม่สามารถแม้แต่จะระบุตัวผู้ต้องสงสัย หรือสาเหตุแท้จริงของการฆาตกรรมอย่างอุกอาจสะเทือนขวัญในครั้งนั้นได้ มิพักจะกล่าวถึงการสืบสาวไปถึงตัวผู้บงการ หรือผู้สมรู้ร่วมคิดใดๆ
4. การคุ้มครองพยาน
- ดังที่ทราบกันดีว่าคดีนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลและอำนาจมืด ซึ่งลงมือสังหารพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอย่างอุกอาจและทารุณโหดร้ายยิ่ง กระทั่งสำนักงานคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน กระทรวงยุติธรรม ภายใต้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีความเห็นว่า สมควรให้การคุ้มครองพยานสำคัญ คือ พระกิตติศักดิ์ กิตฺติโสภโณ และ พระมหาเชิดชัย กฺวิว๋โส พระร่วมสำนักฯ กับพระสุพจน์ สุวโจ ผู้มรณภาพ โดยได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ชั้นประทวนจาก กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน ๔ นายมาให้การคุ้มครองพยานดังกล่าว แต่ต่อมา โดยสถานการณ์ทางการเมือง และความบกพร่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีการถอนกำลังเจ้าหน้าที่กลับไปต้นสังกัดเดิมหลายต่อหลายครั้ง ต่อเมื่อมีการร้องขอเป็นกรณีพิเศษจากผู้เกี่ยวข้อง จึงมีการลดจำนวนเจ้าหน้าที่คุ้มครองพยานลง กระทั่งยกเลิกการคุ้มครองพยานไปในที่สุด ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๐
- แม้ว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ให้การคุ้มครองพยานทั้ง ๒ ท่าน นับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ แล้วก็ตาม แต่ยังปรากฏหลักฐานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่ามีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงคุ้มครองพยานมาอย่างต่อเนื่อง ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ทั้งยังมีความพยายามให้พยานลงชื่อรับรองอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าหน้าที่บางคนในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์อันมิควรได้ ต่อเมื่อพยานทักท้วง และส่งหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีความพยายามรื้อฟื้นการคุ้มครองพยานขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ถึงบัดนี้(พฤษภาคม ๒๕๕๑) ก็ยังไม่มีการคุ้มครองพยานอย่างที่ควรจะเป็นแต่อย่างใด ทั้งที่ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน เช่น การเข้ามายิงปืนในบริเวณสถานปฏิบัติธรรม การส่งคนเข้ามาในบริเวณสถานปฏิบัติธรรมและแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร หรือกรณีมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ ติดตามและพยายามขับชน รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่ใช้งานในมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ (ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม)
- ชะตากรรมของผู้เกี่ยวข้อง ปัจจุบันพยานอย่างน้อย ๔ คน ในคดีสังหารพระสุพจน์ ต่างตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวและวิตกกังวล พระภิกษุทั้ง ๒ รูป ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตร หรือประกอบศาสนกิจตามปกติได้ หลังจากการข่มขู่คุกคามหลายครั้ง
นางคำ เหล้าหวาน พยานผู้พบศพพระสุพจน์ ถูกจับกุมดำเนินคดีว่าประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านพักของตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่พระสุพจน์ถูกสังหารไม่นานนัก ทั้งที่ไม่มีหลักฐานว่านางคำเป็นผู้ก่อเหตุ และเชื่อกันว่าเป็นการวางเพลิงเพื่อข่มขู่นางคำ หรือเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง
ปัจจุบันนางคำ เหล้าหวาน ถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนนายพงศ์ โถแก้ว ผู้พบเห็นการข่มขู่คุกคามพระสุพจน์ ก่อนจะถูกฆ่า ๒ วัน ถูกรถยนต์ที่ขับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดสถานีตำรวจภูธรฝาง เฉี่ยวชนจนบาดเจ็บสาหัส แต่มีความพยายามสรุปคดี ว่านายพงศ์ขับรถโดยประมาทเสียเอง ทั้งนี้ยังไม่นับชาวบ้าน ที่เคยถูกสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหวาดกลัว และวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จนต้องโยกย้ายออกจากพื้นที่บ้านห้วยงูใน ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ไป
แม้คดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ จะครบรอบ ๓ ปี ในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่ดูเหมือนกับว่ากลไกอันบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมไทย ยังไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมใดๆ ให้เกิดขึ้นได้
การมรณภาพอย่างทุกข์ทรมาณ ของพระภิกษุผู้มีศีล และวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใส ตลอดจนมีผลงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จากการทำร้ายอันเหี้ยมโหด
กลับไม่ได้รับความสนใจ หรือใส่ใจใดๆ จากภาครัฐ
หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หรือว่านี่เป็นอีกชะตากรรมหนึ่ง ของผู้ที่เคยวิจารณ์และทักท้วงความสามานย์ของอำนาจรัฐ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับนายเจริญ วัดอักษร หรือทนายสมชาย นีละไพจิตร มาแล้ว?